xxx บอร์ดวิ่ง
xxx บอร์ดสุขภาพ
xxx บอร์ดท่องเที่ยว/จักรยาน
xxx บอร์ดผู้หญิง
xxx สภากาแฟ
 
username :
password :
 
Login โดย :
ออกจากระบบ
สมัครสมาชิกใหม
 
 
 
ค้นหาข้อมูลภายในเวบไซต์
Google
www
www.healthcorners.com
 
hirunchai
dekjukeza
Piida Jeed
kriang18
aday366
MannaRuji
s4340216
lovebeauty
tamjung
kbu2011
สมาชิกทั้งหมด 3196 คน
 
พื้นที่โฆษณาขนาด 180 x 150 pixels
สนใจติดต่อ 086-9444-777
 
 
 www.depthai.go.th
 
สนับสนุนข้อมูลสุขภาพ
เปิดประตูสู่วิธีดูแลอาการวัยทองแบบองค์รวม
คลิกเพื่อดูขนาดจริง
คำว่า "วัยทอง" เป็นคำเรียกถึงวัยที่ผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน และไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้นที่เกิดภาวะการขาดฮอร์โมนเพศ แต่ในผู้ชายก็พบภาวะนี้เช่นกัน เพียงแต่ในผู้ชายเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ของผู้หญิงจะขาดไปแบบฮวบฮาบ

วัยทองนี้ มักจะเริ่มเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน โดยผู้หญิงไทยมักหมดประจำเดือนเมื่ออายุเฉลี่ย 48- 50 ปี ในขณะที่ผู้ชายส่วนใหญ่จะเริ่มเข้าสู่วัยทองเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป แต่เดี๋ยวนี้ผู้ชายอาจขาดฮอร์โมนเพศชายเร็วกว่านั้น เพราะใช้ชีวิตที่เร่งรีบ สูบบุหรี่จัด และดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น จนทำให้บางคนอาจจะเข้าสู่วัยทองได้ตั้งแต่อายุ 35 ปีเลยทีเดียว

เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยทอง

เมื่อผู้หญิงเริ่มย่างเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เนื่องจากรังไข่จะเริ่มหยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเพศหญิงที่สร้างจากรังไข่หมดไปด้วย ผลที่ตามมาจึงเป็นผลเนื่องมาจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิงนั่นเอง

โดยทั่วไปรังไข่ของผู้หญิงจะสร้างฮอร์โมนเพศ 2 ชนิด คือ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน แต่ฮอร์โมนตัวที่มีความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงในวัยหมดประจำเดือน คือ เอสโตรเจน โดยเฉพาะระบบสืบพันธุ์ และอวัยวะสืบพันธุ์ จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนดังต่อไปนี้

เกิดอาการที่ทำให้รู้สึกรำคาญ เช่น ร้อนวูบวาบตามร่างกาย เหงื่อออกมากตามมือและเท้า โดยเฉพาะในเวลากลางคืน อ่อนเพลียง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร กลัว และตกใจง่าย
อวัยวะเพศจะเหี่ยวลง ผนังช่องคลอดจะบางลง และไม่มีน้ำเมือกออกมาหล่อลื่น ทำให้เกิดความเจ็บปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ความเป็นกรด-ด่างของช่องคลอดจะเปลี่ยนแปลง ทำให้ระบบป้องกันการติดเชื้อของร่างการเสียไป ช่องคลอดเกิดการอักเสบและติดเชื้อง่าย กล้ามเนื้อโดยรอบช่องคลอดจะเล็กลงและไม่แข็งแรง ทำให้ช่องคลอดไม่กระชับ บางคนมดลูกจะหย่อนลงมาข้างนอกที่เรียกว่า กะบังลมหย่อน
ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เนื่องจากผนังกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะบางลงตามวัย และมีโอกาสเกิดอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ง่าย
เต้านมลดขนาดลง ไม่เต่งตึงเหมือนตอนสาวๆ
ผิวหนังบางลง แห้ง ไม่ยืดหยุ่น เกิดกระ และฝ้าได้ง่าย ผิวหนังเกิดการแพ้และอักเสบง่าย
เล็บเปราะ หักง่าย
กล้ามเนื้อต่างๆ ลีบเล็กลง เป็นตะคริวง่าย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
ความจำลดลง โดยเฉพาะความจำระยะสั้น ทำให้ความเชื่อมั่นในตัวเองลดลง และถ้าขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนไปนานๆ จะเกิดสภาวะสมองเสื่อมหรือที่เรียกว่า "อัลไซเมอร์"
กระดูกบางลงเกิดภาวะกระดูกพรุน กระดูกหักง่าย เนื่องจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมให้มีแคลเซียมไปเสริมสร้างเนื้อเยื่อกระดูกเมื่อขาดเอสโตรเจนในวัยทอง ทำให้กระดูกบาง เปราะ และหักง่าย โดยเฉพาะกระดูกสันหลัง กระดูกข้อสะโพก และกระดูกข้อมือ
จิตใจ อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้หญิงที่อยู่ในช่วงวัยทอง เป็นสิ่งที่คนรอบข้างอาจจะสังเกตเห็นได้ง่าย เช่น

โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน บางคนมีอาการซึมเศร้า
วิตกกังวล ความเชื่อมั่นในตัวเองลดลง
อารมณ์เพศ ความรู้สึกและความต้องการทางเพศลดลง ไม่สนใจที่จะมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากเมื่อรังไข่หยุดทำงาน นอกจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว ยังขาดฮอร์โมนเพศชายซึ่งมีส่วนสำคัญในผู้หญิงที่ช่วยกระตุ้นอารมณ์เพศอีกด้วย
เมื่อผู้ชายเข้าสู่วัยทอง

เมื่อย่างเข้าสู่วัย 40 ปี การผลิตฮอร์โมนเพศ "เทสโทสเตอโรน" ของอัณฑะผู้ชายจะลดลงตามลำดับ แม้ว่าฮอร์โมนเพศชายโดยรวมจะไม่ลดลงมากนัก แต่ส่วนใหญ่จะโดนจับโดยโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำให้เหลือฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่เป็นอิสระและสามารถจะออกฤทธิ์ได้ลดลงอย่างชัดเจนตามอายุที่มากขึ้น ประมาณว่าทุกๆ 1 ปีที่อายุมากขึ้น ฮอร์โมนเพศชายที่สามารถออกฤทธิ์ได้จะลดลง 1 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อฮอร์โมนเพศชายลดลงจนถึงระดับหนึ่ง คือประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของค่าดั้งเดิม จะทำให้เกิดอาการต่างๆ ที่แสดงออกถึงภาวะการขาดฮอร์โมนเพศชาย

เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าผู้ชายจะไม่ขาดฮอร์โมนเพศไปเลยเหมือนผู้หญิง แต่ฮอร์โมนเพศชายจะลดลงไปบางส่วน ซึ่งตรงกับคำว่า PADAM หรือ Partial Androgen Deficiency of the Aging Male ดังนั้นพอจะกล่าวได้ว่า ภาวะ "พาดาม"นี้ ก็เหมือนภาวะหมดประจำเดือนในผู้หญิง เพียงแต่อาการที่แสดงออกจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ชัดเจน หรือรุนแรงเหมือนผู้หญิง จึงต้องคอยสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ให้ละเอียดดังนี้

อวัยวะลดขนาดลง เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายจะเป็นตัวควบคุมการเผาผลาญของไขมันในร่างกาย เมื่อฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนลดลง การเผาผลาญไขมันจึงลดลงเป็นเงาตามตัว ไขมันที่เหลือใช้จึงไปเกาะพอกอยู่ภายในผนังหลอดเลือด ทำให้เส้นผ่าศูนย์กลางภายในของผนังหลอดเลือดลดลง เกิดภาวะหลอดเลือดตีบตัน เมื่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศตีบตัน จึงทำให้อวัยวะเพศมีเลือดมาคั่งน้อยลง อวัยวะเพศจึงแข็งตัวได้น้อย หรือไม่แข็งตัวได้นานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ เกิดภาวะที่เรียกว่า หย่อนสมรรถภาพทางเพศ
อาการอื่นๆ เช่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่กระฉับกระเฉง ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตามมือและเท้าในเวลากลางคืน
ผิวหนังจะบางลงไม่ยืดหยุ่น เริ่มมีไขมันมาเกาะพอกที่บริเวณหน้าท้องและสะโพก ทำให้ลงพุง เพราะไม่มีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนไปช่วยเผาผลาญไขมัน ไขมันจึงไปพอกตามหน้าผาก ผมจะร่วง โดยเฉพาะบริเวณกลางศีรษะ ทำให้ศีรษะล้าน
กล้ามเนื้อลดขนาดลง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง เป็นตะคริวง่าย
ความจำลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการลดลงของการทำงานของอัณฑะ เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน
กระดูกจะบางลงและหักง่าย ถึงแม้ว่าผู้ชายจะมีโอกาสเกิดภาวะกระดูกหักน้อยกว่าผู้หญิง
ระบบเลือดและระบบหัวใจเสื่อม นอกจากอัณฑะจะมีหน้าที่สร้างออร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนแล้ว ยังมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนด้วย (แต่สร้างมาในปริมาณที่น้อยมาก) เอสโตรเจนนี้จะเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ ที่จะไปป้องกันการเสื่อมของไขมันซึ่งจะเกาะตัวตามผนังเลือด เมื่อปริมาณของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนกับเอสโตรเจนลดลง โอกาสที่จะเกิดไขมันในเลือดสูง และไขมันเสื่อมสภาพไปเกาะหลอดเลือด ทำให้เกิดหลอดเลือดตีบและอุดตันได้ง่าย โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ จึงมีโอกาสเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงได้สูง และพบว่าโอกาสเกิดโรคนี้สูงขึ้นในผู้ชายที่ไม่ชอบออกกำลังกาย
จิตใจ ผู้ชายที่เข้าสู่วัยทอง มักจะมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจดังนี้คือ

ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง หดหู่ ซึมเศร้าโดยไม่มีสาเหตุ เฉื่อยชา นอนไม่หลับ วิตกกังวลง่าย กลัวและตกใจโดยไม่มีสาเหตุ หงุดหงิดโมโหง่าย เบื่ออาหาร ใจสั่น
ความต้องการทางเพศลดลง ไม่มีความตื่นตัวทางเพศ ขาดความกระตือรือร้นในการมีเพศสัมพันธ์ ความสุขในการมีเพศสัมพันธ์ลดลง กลัวความล้มเหลวในการมีเพศสัมพันธ์
หาทางเยียวยาแบบองค์รวม

อาหารการกิน

ควรกินอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักผลไม้ โดยเฉพาะธัญพืชทั้งหลาย รวมทั้งเต้าหู้ และอาหารที่ให้แคลเซียม เช่น ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งก้าง งาขาวงาดำ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ รวมทั้งควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ
ลดอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ไขมันสูง งดชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด โดยเฉพาะที่เค็มจัด และอาหารมันทั้งหลาย ส่วนคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเบาหวาน อาจจะต้องดูแลเรื่องอาหารให้เคร่งครัดมากขึ้น โดยระมัดระวังในการกินอาหารหวานๆ (กินได้ แต่ในปริมาณน้อย)
ออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสาย

ออกกำลังกายในท่าที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ทำได้โดยการยืดกล้ามเนื้อน่อง หลัง ทำให้กล้ามเนื้อยืดตัวได้ดี เช่น ท่าโยคะ หรือท่ายืดตัวแบบง่ายๆ
การออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยรักษาความหนาแน่นของกระดูก
การผ่อนคลาย หลังการออกกำลังกายทุกครั้งต้องผ่อนคลายร่างกาย ด้วยการนอนหงายชันเข่า สี่ คือ การรักษาท่าทางทุกอิริยาบถ เพราะคนสูงอายุ ความสูงจะลดลง ซึ่งอาจจะเกิดจากกระดูกพรุน ทำให้มวลกระดูกน้อย กระดูกมีการทรุดตัวลง หรืออาจเกิดจากแนวเส้นของกระดูกสันหลังเปลี่ยน ดังนั้นการดูแลอิริยาบถให้ถูกต้องอยู่เสมอจะช่วยไม่ให้หลังค่อมได้
กิจกรรมบำบัดบัดเยียวยากายใจ

คนที่เข้าสู่วัยทอง มักจะมีปัญหาด้านอารมณ์ เช่น ความเครียด ก้าวร้าว ซึมเศร้า หรืออารมณ์แปรปรวนง่าย ดังนั้นการทำกิจกรรมในห้องนี้จะช่วยเยียวยาจิตใจได้ นอกจากนั้นยังช่วยให้หญิงชายวัยทองเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย สดชื่นขึ้นได้ เช่น การทำดอกไม้ประดิษฐ์ ซึ่งช่วยในเรื่องการฝึกกล้ามเนื้อ เพราะมีการใช้นิ้ว ใช้กรรไกร ในการทำ ซึ่งเมื่อทำเสร็จแล้วก็จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตัวเอง และเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น

ส่วนคนที่มีความเครียด ซึ่งมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับสมาธิและความสนใจ ในการทำกิจกรรมอาจจะเปิดเพลงคลอเบาๆ หรือให้อยู่ในที่เงียบๆ เพื่อทำกิจกรรมที่ต้องฝึกสมาธิ

สำหรับคนที่มีปัญหาก้าวร้าว ตอนแรกอาจจะต้องแยกให้ออกมาอยู่ในมุมของตัวเองก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยๆเพิ่มคนให้เข้าไปอยู่ด้วยทีละคน หรืออาจจะให้เข้าไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเฉยๆ ให้เห็นว่าทำอย่างไรจึงจะได้รับการยอมรับจากคนในกลุ่ม
ที่มา : นิตยสารชีวจิต
วันที่โพสต์ : 0000-00-00
 
บริษัท กรีนเทค 1282 จำกัด
39/4 ถ.ประชาราษฎร์ ต.สวนใหญ่
อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000
อีเมล์ webmaster@healthcorners.com Copyright © 2004,2005,2006,2007,2008
www.healthcorners.com All rights reserved.
บทความ เนื้อหาบางส่วนของเว็บนี้ ได้เก็บรวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ
และได้อ้างอิงถึงที่มาทั้งสิ้นหากต้องการนำไปใช้ประโยชน์ขอให้ติดต่อเจ้าของโดยตรง