xxx บอร์ดวิ่ง
xxx บอร์ดสุขภาพ
xxx บอร์ดท่องเที่ยว/จักรยาน
xxx บอร์ดผู้หญิง
xxx สภากาแฟ
 
username :
password :
 
Login โดย :
ออกจากระบบ
สมัครสมาชิกใหม
 
 
 
ค้นหาข้อมูลภายในเวบไซต์
Google
www
www.healthcorners.com
 
hirunchai
dekjukeza
Piida Jeed
kriang18
aday366
MannaRuji
s4340216
lovebeauty
tamjung
kbu2011
สมาชิกทั้งหมด 3196 คน
 
พื้นที่โฆษณาขนาด 180 x 150 pixels
สนใจติดต่อ 086-9444-777
 
 
 www.depthai.go.th
 
สนับสนุนข้อมูลสุขภาพ
โรคเท้าแบน มหัตภัยใกล้ตัว ถึงขั้นนั่งรถเข็นชั่วข้ามคืน
คลิกเพื่อดูขนาดจริง
หากเอ่ยชื่อ โรคเท้าแบน" หรือ Lap Feet "เชื่อว่าหลายคนๆ อาจจะงงหรือแปลกใจว่าเป็นโรคอะไร ร้ายแรงไหม หรือว่าเป็นโรคติดต่อหรือใม่ ซึ่งความจริงแล้วเจ้าโรคนี้ไม่ใช่เป็นโรคใหม่แต่อย่างใด เพราะมีคนไทยเป็นโรคนี้กว่า 50% ติดต่อทางกรรมพันธุ์ด้วย แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว จนกระทั่งเกิดขึ้นกับ ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์


โรงแรมบันยันทรี ที่ชีวิตเปลี่ยนเพียงชั่วคืน ถึงขั้นเดินเหินไม่ได้เป็นเดือน ต้องนั่งรถเข็น ปัจจุบันก็ยังไม่หายดี แต่ก็สามารถกลับมาทำงานได้โดยใช้ไม้ค้ำยัน แต่ที่น่าตกใจมากกว่านั้นในเมืองไทยยังไม่มีหมอที่เชี่ยวชาญทางด้านโรคนี้เลยสักคน


ปานสิริ ท้าวความว่า " วันนั้นจำได้ว่าเป็นวันที่ 20 ตุลาคมเมื่อปีที่แล้วตื่นขึ้นมาเจ็บข้อเท้าด้านในเจ็บมาก เจ็บแบบไม่ได้ข้อเคล็ด แต่ก็พยายามคิดว่าขาแพลง เพราะคิดว่าตอนกลางคืนลุกไปเข้าห้องน้ำ แล้วเกิดขาแพลงแบบไม่รู้ตัว ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะคิดว่าไม่เป็นไร จึงไม่ได้ไปหาหมอและก็ไปทำงานตามปกติ ใส่รองเท้าส้นสูงเหมือนเดิม เจ็บแต่ก็อดทน"


เวลาผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ยังรู้สึกเจ็บมาก จึงตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คุณหมอจับข้อเท้าพลิกไปพลิกมา เขาบอกว่าเป็นโรคเท้าแบน โดยใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Lap Feet ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เคยได้ยินชื่อนี้ แต่ตอนนั้นคำอธิบายต้องบอกจริง ๆ ว่า คลุมเคลือมาก และก็ตอบไม่ได้ว่าจะหายเมื่อไร แต่ที่ทำให้รู้สึกตกใจที่สุดก็คือไม่มีคุณหมอประจำโรคนี้ในเมืองไทย แต่ตอนนั้นคุณหมอก็ให้ความรู้สึกเราว่าเป็นเรื่องที่ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะถ้าหายก็ให้หยุดกินยา จึงทำให้เรารู้สึกว่าไม่เป็นไร


" ช่วงนั้นไม่ได้หยุดงาน แต่เริ่มไม่ใส่รองเท้าส้นสูงแล้ว เพราะเจ็บมากๆ เริ่มมาใส่รองเท้าแตะ และก็เดินเท้าเปล่า ซึ่งมาตอนนี้และได้มองย้อนกลับไปเป็นวิธีที่ผิดมากๆ เพราะเราไม่รู้จริงๆ ระหว่างวันเราก็เปลี่ยนหมอไปเรื่อยๆ เรียกว่าทุกโรงพยาบาลชั้นนำของกรุงเทพเรียกว่าครบหมดแล้ว"


จนกระทั่งมีเพื่อนแนะนำเป็นหมอชาวนิวซีแลนด์ ที่เปิดคลินิค feet center อยู่ในประเทศไทยนี่แหละ ก็ฝากความหวังไว้เหมือนกัน จึงได้รับความรู้เพิ่มเติมว่าโรคเท้าแบนมีหลายแบบ แต่ของตัวเองเป็นประเภท over pronation ซึ่งจะมีอาการเจ็บข้างใน และจะเจ็บมากๆ


"คุณหมอเขาแนะนำว่าโรคนี้สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งก็คือการใส่อินเสิร์ท ก็คือต้องไปวัดเท้าตัวเอง เอาเท้าไปวาง ต้องบล็อกพิมพ์ แล้วหล่อขึ้นมาเพื่อไปทำเป็นตัวที่ทำรองเท้าเสริมเข้าไป ซึ่งโรคนี้เป็นมาตั้งแต่เกิด และเป็นกรรมพันธุ์ด้วย แต่ตัวเองไม่เคยทราบ นอกจากนี่ที่น่าตกใจก็คือคนไทยมากกว่า 50% เป็น แต่ไม่ค่อยออกอาการ เพราะว่าหนึ่งคนไทยเล่นกีฬาน้อย สองความคิดเห็นส่วนตัวก็คือคนไทยอดทน โดยเฉพาะถ้าเป็นคนในชนบท"


หลังจากนั้นพอได้ตัวอินเสิร์ทมาใส่ประมาณเดือนธันวาคมก็ดีใจเพราะคิดว่าน่าจะดีขึ้น เร็ววัน ตัวเองยังดำเนินชีวิตเป็นปกติถึงแม้จะเดินน้อยกว่าเดิม ตอนนั้นก็รู้สึกว่าดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งใช้เท้าเดินเยอะมาก และก็เท้าบวมขึ้นมามากๆ ถึงกับเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็นเลย


"รู้สึกแย่มากๆ เพราะตลอดเวลาก็ไปหาหมอตลอด ซึ่งหมอเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเราควรทำอย่างไร หรือห้ามทำอย่างไร และแต่ละหมอเขาจะบอกวิธีการรักษาไม่เหมือนกันว่า บางคนว่าประคบน้ำเย็น บางคนก็ว่าประคบน้ำอุ่น บางคนก็บอกว่าน้ำเย็นก่อนแล้วน้ำอุ่นตาม ซึ่งดิฉันก็ไม่ทราบว่าจะให้ประคบน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นกันแน่ จนทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดก็ต้องเปลี่ยนหมอไปเรื่อย จึงทำให้ความเชื่อมั่นและความศรัทธาก็ลดน้อยลงตามลำดับ"


ช่วงแรกที่เป็นโรคนี้ได้ไปเดินห้างสรรพสินค้าก็ไปหาซื้อหนังสือเรื่องโรคเท้าแบนปรากฎว่าไม่มีสักเล่มเดียว จึงคุยอีเมลล์กับเพื่อนเขาก็ส่งให้จากที่ต่างประเทศ แต่จริงๆ แล้วอยากให้เป็นหนังสือภาษาไทยเลยเพราะต่อให้ส่งมาจากที่โน้นก็จะมีศัพท์บางคำที่เราอาจจะไม่เข้าใจความหมายครบเพราะเป็นศัพท์ทางการแพทย์ แต่ก็ยังได้ความรู้เพิ่มขึ้นว่ามีการใช้น้ำแข็งประคบต่อเมื่อคุณเริ่มเป็น แต่ถ้าในกรณีที่เป็นแล้วควรจะเป็นน้ำอุ่น แต่ตอนนี้ที่ทำก็คือการใช้น้ำแข็งบ้างในบางครั้ง และค่อยลงน้ำอุ่นทันที


"จริงๆ แล้วอยากจะให้ดูอาการของตัวเองมากกว่าทำอะไรแล้วรู้สึกดีขึ้น ยุบลง ไม่เจ็บเหมือนเดิม ต้องใส่ใจมากขึ้น แต่เป็นเพราะ 3 เดือนที่ผ่านมานี่ไม่ได้ใส่ใจมาเลย จนทำให้ต้องหยุดงานในวันเกิดคลื่นซึนามิ คือ วันที่ 27 พ.ย. จากนั้นก็ไม่ได้ทำงานเกือบ 1 เดือน เป็นช่วงที่ไม่ได้ใช้เท้าเลย ต้องนั่งรถเข็นเกือบเดือนรู้สึกชีวิตแย่มากโดยเฉพาะในช่วง 3-4 วันแรกหงุดหงิดมาก แต่ที่แย่มากๆ ก็คือไม่มีใครตอบได้ว่าเราจะหาย หรือเปล่า แม้กระทั่งคุณหมอ"


ระหว่างเวลานั้นได้ดูข่าวทั้งในทีวี หนังสือพิมพ์ตลอด จึงทำให้รู้ถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่มากมายขนาดไหน และทำให้เรารู้สึกว่าเราโชคดีมากๆ แม้จะไม่อยากจะเปรียบเทียบก็ตาม


"เวลาผ่านไปอาการเท้าก็ยังไม่ดีขึ้น แต่ก็เริ่มบ่นน้อยลง เพราะไม่มีทางเลือก ที่สำคัญที่สุดก็คือได้รับกำลังใจจากครอบครัวจึงทำให้ผ่านช่วงวิกฤติมาได้ ถ้าคิดให้ดีก็เป็นอีกช่วงหนึ่งที่ชีวิตเรามีความสุข ได้มองสิ่งรอบข้างมากขึ้น และได้รู้ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องแสวงหาหรือจะต้องประสบความสำเร็จเลย สามารถหาได้ แต่เมื่อก่อนจะเป็นคนที่คาดหวังกับตัวเองสูงมาก เรียกว่าไม่เคยมองตรงนี้เลยก็ว่าได้"


ปัจจุบันอาการก็ค่อยลดลง แต่ก็ยังบวมอยู่ ต้องดูแลในแต่ละวัน เพราะอาการจะไม่เหมือนกัน และบางทีก็จะไม่เจ็บที่เดิม แต่ปรากฎว่าแผ่ไปทั้งเท้าเลยคราวนี้ทำให้ดูแลยากขึ้น หรือว่าพอใส่ข้างขวา ข้างซ้ายที่ไม่เคยเป็นเริ่มเจ็บ ไม่รู้เป็นเพราะใช้ไม้ค้ำหรือเปล่า


"โรคนี้ก็มีคนบอกเหมือนกันว่าโอกาสรักษาหายน้อยมาก แต่ดิฉันมีความมุ่งมั่นที่จะหายและพยายามกลับมาดำเนินชีวิตในปัจจุบันให้ได้ แม้ว่าไลฟสไตล์การทำงานและการดำเนินชีวิตจะเปลี่ยนไปโดยใช้สั่งงานจากออฟฟิศแทน รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ไม่ได้ดูหนังในโรงภาพยนตร์ ไม่ได้ช้อปปิ้ง สปาก็ไม่ได้ทำ เพราะจะลำบากในการเคลื่อนไหว เรียกว่าในชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยต้องอยู่นิ่งๆ เท่านี้ ส่วนอนาคตนั้นถ้าจะแลกกับการต้องหยุดทำงาน แล้วหายอาจจะยอมแลก เพราะอยากหายจริงๆ"


แต่ที่ทุกคนควรจะทำตอนนี้ก็คือเริ่มต้นสำรวจตัวเองแบบง่ายๆ ว่าเป็นโรคนี้หรือเปล่า เช่นเวลายืนตรง คนปกติเท้าจะต้องชิดกัน แต่ถ้าเป็นโรคนี้ปลายเท้าทั้งสองจะแยกออกจากกัน อย่างที่สองให้สังเกตุที่รองเท้า ถ้าเป็นรองเท้าจะสึกไม่เท่ากัน แล้ว ไม่ว่าจะเดินหรือยืนจะเมื่อยบ่อย ปวดหลังช่วงล่าง ซึ่งอาการนี้ดิฉันเป็นมาหมดแล้ว แต่ไม่รู้ตัวแค่นั้นเอง


ดังนั้นสิ่งที่อยากจะแนะนำไม่ว่าคนจะเป็นโรคนี้หรือไม่เวลาอยู่บ้านไม่ควรเดินเท้าเปล่าในบ้าน ใส่รองเท้าที่คิดว่าใส่สบายที่สุด และถ้าคนเป็นโรคนี้ไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูงเลย แต่ทางที่ดีที่สุดควรไปให้คุณหมอโรคกระดูกตรวจดีกว่าและรีบหาทางแก้ไขก่อนที่จะเป็นเหมือนดิฉัน


นี่เป็นอุทธาหรณ์ที่ให้คนหันมาใส่ใจดูแลตัวเองกันมากขึ้น ก่อนที่จะโรคเท้าแบนจะมาทำให้ชีวิตของปานสิริ พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในเพียงชั่วคืนเดียว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
วันที่โพสต์ : 0000-00-00
 
บริษัท กรีนเทค 1282 จำกัด
39/4 ถ.ประชาราษฎร์ ต.สวนใหญ่
อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000
อีเมล์ webmaster@healthcorners.com Copyright © 2004,2005,2006,2007,2008
www.healthcorners.com All rights reserved.
บทความ เนื้อหาบางส่วนของเว็บนี้ ได้เก็บรวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ
และได้อ้างอิงถึงที่มาทั้งสิ้นหากต้องการนำไปใช้ประโยชน์ขอให้ติดต่อเจ้าของโดยตรง