xxx บอร์ดวิ่ง
xxx บอร์ดสุขภาพ
xxx บอร์ดท่องเที่ยว/จักรยาน
xxx บอร์ดผู้หญิง
xxx สภากาแฟ
 
username :
password :
 
Login โดย :
ออกจากระบบ
สมัครสมาชิกใหม
 
 
 
ค้นหาข้อมูลภายในเวบไซต์
Google
www
www.healthcorners.com
 
hirunchai
dekjukeza
Piida Jeed
kriang18
aday366
MannaRuji
s4340216
lovebeauty
tamjung
kbu2011
สมาชิกทั้งหมด 3196 คน
 
พื้นที่โฆษณาขนาด 180 x 150 pixels
สนใจติดต่อ 086-9444-777
 
 
 www.depthai.go.th
 
สนับสนุนข้อมูลสุขภาพ
เจ็บส้นเท้า ตอนที่ 2
คลิกเพื่อดูขนาดจริง

อาการเจ็บส้นเท้า นอกจากจะเกิดจากการอักเสบของเส้นเอ็นหรือพังผืดใต้ฝ่าเท้า หรือเส้นประสาทบริเวณฝ่าเท้าถูกกดรัดแล้ว อาการเจ็บส้นเท้าอาจพบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบหลายโรค เช่น โรคในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ ที่พบบ่อยคือ โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึดหรือโรคหลังแข็ง โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ โรคเกาต์ เป็นต้น นอกจากนี้โรคเบาหวาน โรคข้อเสื่อม หรือโรคมะเร็งบางชนิดก็อาจมีอาการเจ็บส้นเท้าได้

การรักษาอาการเจ็บส้นเท้าขึ้นอยู่กับการแก้ไขสาเหตุของอาการเจ็บส้นเท้า วิธีการรักษาอาการเจ็บส้นเท้าที่มีการศึกษาและรายงานลงในวารสารทางการแพทย์มีหลายวิธี แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า การรักษาวิธีใดได้ผลดีจนถือเป็นมาตรฐานการรักษาได้ อย่างไรก็ดีผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาให้มีอาการดีขึ้นด้วยการผสมผสานวิธีการรักษาต่าง ๆ เช่น

1. ใช้ยาลดอาการอักเสบและอาการปวด การใช้ยากลุ่มยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตีย รอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drugs) NSAIDs ช่วยบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบได้ดีในระยะแรก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บส้นเท้ามาก แต่การเลือกใช้ยาตัวใดจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเฉพาะในแง่ข้อห้ามหรือผลข้างเคียงต่าง ๆ

2. การปรับเปลี่ยนรองเท้าให้เหมาะสม เช่น รอง เท้าที่มีการเสริมบริเวณอุ้งฝ่าเท้าโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีฝ่าเท้าแบน มีการเสริมวัสดุนุ่ม ๆ บริเวณส้นเท้าให้สูงขึ้นอย่างน้อยประมาณ 0.25-0.5 นิ้ว เพื่อเป็นการถ่ายน้ำหนักที่กดลงบริเวณส้นเท้าไปด้านหน้าเล็กน้อย นอกจากนี้อาจเจาะรูหรือทำหลุมที่วัสดุเสริมส้นเท้าเพื่อไม่ให้มีการกดบริเวณที่เจ็บหรือมีการอักเสบ ก็จะช่วยลดอาการเจ็บส้นเท้าได้

3. พยายามลดการยืนหรือเดินบนพื้นที่แข็ง ๆ นาน ๆ

4. ถ้ามีอาการเจ็บส้นเท้าตอนลุกจากที่นอนตอนเช้า พอตื่นนอนเช้าแล้วอย่าเพิ่งลุกขึ้นจากที่นอน ให้ขยับข้อเท้าทั้งสองข้างขึ้นลงไปมา ในขณะที่ยังนอนอยู่ในที่นอนประมาณ 5-10 นาที ก่อนจะลุกจากที่นอนลงมาเหยียบพื้น จะช่วยลดอาการเจ็บส้นเท้าขณะเหยียบพื้นตอนเช้าได้มาก

5. การทำกายภาพบำบัด การบริหารเส้นเอ็นร้อยหวายด้วยการยืดเหยียด (Achilles tendon stretching exercise) ทำได้โดย

5.1 ยืนบนพื้นราบ หันหน้าเข้าหาผนังห่างประมาณ 2 ก้าว

5.2 ก้าวเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้า 1 ก้าว ยกแขน 2 ข้างขึ้นวางฝ่ามือบนผนังระดับหัวไหล่

5.3 โน้มตัวและตะโพกไปด้านหน้า ช้า ๆ โดยการย่อเข่าด้านหน้า โดยที่ขาด้านหลังเหยียดตรง ฝ่าเท้าทั้งสองข้างแนบพื้นตลอดเวลา จนรู้สึกตึงน่องและเอ็นร้อยหวายที่ขาด้านหลัง ค้างอยู่ในท่านี้ประมาณ 5-10 วินาที แล้วกลับมาอยู่ในท่าเริ่มต้น

5.4 สลับขาอีกข้าง ทำในลักษณะเดียวกัน ระยะแรกให้เริ่มทำช้า ๆ และลองทำ 1-2 ครั้งก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนครั้งขึ้นจนเป็นชุด ชุดละ 10-20 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ การเอาเท้าทั้งสองข้างแช่น้ำอุ่นตอนเช้าและก่อนนอนก็ช่วยให้อาการเจ็บส้นเท้าดีขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่เป็นมาก อาจต้องใช้การบำบัดอื่นเพื่อลดอาการปวด เช่น การให้ deep heat ด้วย ultrasound หรือ low energy shock wave เป็นต้น

6. การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ จะใช้เมื่อการรักษาด้วยวิธีอื่นที่กล่าวมาแล้วไม่ได้ผล การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และไม่ควรฉีดซ้ำบริเวณเดิมหลายครั้ง เพราะอาจจะทำให้เส้นเอ็นขาดหรือชั้นไขมันยุบตัวเป็นรอยบุ๋มได้

7. การผ่าตัด จะใช้เมื่อรักษาแบบอื่นมา 6 เดือน ถึง 1 ปี แล้วไม่ได้ผล ยกเว้นในกรณีที่มีการกดทับเส้นประสาท อาจพิจารณาทำก่อน

อาการเจ็บส้นเท้าเป็นปัญหาที่มีคนจำนวนไม่น้อยประสบอยู่ การรักษาต้องอาศัยการแก้ไขปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น เช่น การหลีกเลี่ยงการเดินมากยืนมาก การลดน้ำหนักตัวถ้ามีน้ำหนักเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนรองเท้าให้เหมาะสม ร่วมกับการรักษาด้วยยาและการทำกายภาพบำบัด บางรายอาจต้องใช้การผ่าตัดแก้ไขในที่สุด

ส้นเท้าเจ็บ เก็บไว้ ไม่ใช่ที่

อย่ารอรี พลีน้ำหนัก พักเดินหน

ปรับรองเท้า เบาใช้ข้อ ยังพอทน

บำบัดตน จนเดินได้ ใช้ดังเดิม

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์


ที่มา : หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์
วันที่โพสต์ : 2008-05-11
 
บริษัท กรีนเทค 1282 จำกัด
39/4 ถ.ประชาราษฎร์ ต.สวนใหญ่
อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000
อีเมล์ webmaster@healthcorners.com Copyright © 2004,2005,2006,2007,2008
www.healthcorners.com All rights reserved.
บทความ เนื้อหาบางส่วนของเว็บนี้ ได้เก็บรวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ
และได้อ้างอิงถึงที่มาทั้งสิ้นหากต้องการนำไปใช้ประโยชน์ขอให้ติดต่อเจ้าของโดยตรง