xxx บอร์ดวิ่ง
xxx บอร์ดสุขภาพ
xxx บอร์ดท่องเที่ยว/จักรยาน
xxx บอร์ดผู้หญิง
xxx สภากาแฟ
 
username :
password :
 
Login โดย :
ออกจากระบบ
สมัครสมาชิกใหม
 
 
 
ค้นหาข้อมูลภายในเวบไซต์
Google
www
www.healthcorners.com
 
hirunchai
dekjukeza
Piida Jeed
kriang18
aday366
MannaRuji
s4340216
lovebeauty
tamjung
kbu2011
สมาชิกทั้งหมด 3196 คน
 
พื้นที่โฆษณาขนาด 180 x 150 pixels
สนใจติดต่อ 086-9444-777
 
 
 www.depthai.go.th
 
สนับสนุนข้อมูลสุขภาพ
"พาร์กินสัน" พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว...
คลิกเพื่อดูขนาดจริง
ทุกวันนี้คนไทยเป็นโรคพาร์กินสันมากขึ้น และไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับโรคนี้ หลายกรณีที่พบคนหนุ่มอายุ 20 ปีต้นๆ ก็เป็นพาร์กินสัน

กล่าวกันว่า ใครไม่เป็นย่อมไม่รู้ว่ามันทรมานแค่ไหน และใครที่ต้องดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันต้องมีจิตใจเป็นเทพ

แต่ท่ามกลางข่าวร้ายก็มีข่าวดี เพราะประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้หลายคน

หนึ่งในนั้นคือ ผศ.น.พ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ "ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคพาร์กินสัน" แพทย์ประจำสาขาวิชาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- มองภาพรวมของการตั้งรับและการดูแลรักษาโรคพาร์กินสันอย่างไร

โรคพาร์กินสันจริงๆ แล้วเป็นโรคที่พบบ่อย พบเป็นอันดับ 2 รองจากอัลไซเมอร์หรือโรคหลงลืม (ในกลุ่มความเสื่อมของระบบประสาท) ตัวเลขผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน ณ ขณะนี้อยู่ที่ 1 ใน 100 ของคนที่อายุเกิน 65 ปี ซึ่งถือว่าเยอะ เพราะมีอัตราส่วนถึง 1 เปอร์เซ็นต์ในโรคเดียว แต่ตัวเลขที่แท้จริงขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลทำเป็นสถิติ ซึ่งคาดว่าตัวเลขจะไม่หนีกับประเทศอื่นๆ เท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ยุโรป หรืออเมริกา

- สถานการณ์โรคพาร์กินสันในเมืองไทยเป็นอย่างไร

คนยังรู้จักโรคนี้ไม่ค่อยมาก นับตั้งแต่ตั้งคลินิกมาคนก็เริ่มรู้จักโรคนี้มากขึ้น เวลาเกือบ 1 ปีที่ทางโรงพยาบาลจุฬาฯเปิดศูนย์รักษาโรคพาร์กินสันขึ้น คนไข้เต็มตลอด คนโบราณบางคนบอกว่าภาษาไทยโรคนี้เรียกว่า "โรคสันนิบาตลูกนก" แต่ไม่มีใครยืนยัน เปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตก็ไม่พบคำไทยที่ใช้กันแบบเป็นทางการจึงเรียกโรคนี้โดยใช้ทับศัพท์ว่า "พาร์กินสัน"

- อัตราการป่วยของโรคพาร์กินสันเพิ่มขึ้นมากแค่ไหนในแต่ละปี

เพิ่มขึ้นหรือไม่ ? ยังไม่มีตัวเลขชี้ชัด แต่ปัจจุบันคนไทยตื่นตัวเรื่องนี้มากขึ้น ผู้ป่วยมาหาแพทย์เร็วขึ้น อีกประการหนึ่งแพทย์รู้จักโรคนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นแพทย์ก็จะวินิจฉัยโรคนี้ได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้อาจจะดูเหมือนว่าผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 10 ที่ผ่านมา ซึ่งจริงๆ แล้วตัวเลขอาจจะไม่แตกต่างกันมากก็เป็นได้

- เปิดศูนย์มาเกือบ 2 ปี มีคนไข้เข้ามาให้ดูแลมากน้อยแค่ไหน

ปีแรกก็ประมาณ 500 คนแล้ว สำหรับโรคโรค เดียวกับแพทย์คนเดียวก็ถือว่าเยอะ เพราะตอนนี้ทางศูนย์รับคนไข้ที่สงสัยจะเป็นโรคพาร์กินสันจากทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน และภาคอื่นๆ ยังได้รับความไว้วางใจให้ดูแลคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ หรือราชินูปถัมภ์ด้วย

- ทำไมถึงเรียกว่าเป็นศูนย์รักษาโรคพาร์กินสันแบบครบวงจร

ปัจจุบันโรคพาร์กินสันรักษาได้หลายวิธี ทั้งยาและการผ่าตัด ซึ่งต่างจากเมื่อ 5 ปี

ที่ผ่านมามาก และยาในปัจจุบันก็มีมากกว่า 10 ชนิด การผ่าตัดที่ศูนย์จุฬาฯ ก็ใช้เทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่ที่เรียกว่า "เฟรมเรต" ผู้ป่วยไม่ต้องใส่กรอบรอบศีรษะเพื่อยึดหมุดเข้าไปในกะโหลกศีรษะ แต่ใช้วิธีเอกซเรย์ทำให้เวลาในการผ่าตัดสั้นลงและมีผลข้างเคียงน้อยลง ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ใช้เทคนิคนี้ในการผ่าตัดผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน นอกจากนั้นแล้วผู้ป่วยโรคพาร์กินสันยังต้องรักษาด้วยจิตเวท และการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย

- ดูอย่างไรว่าคนไข้จะต้องใช้ยาตัวไหนหรือต้องผ่าตัด

คนไข้โรคพาร์กินสันจะมีอาการไม่เหมือนกันแม้แต่คนเดียว คนไข้บางคนจะบอกกับหมอแบบตรงไปตรงมาว่า เขาเดินช้า ขยับตัวช้า แต่บางคนบอกหมอเพียงแค่ว่าปวดแขน คนไข้ที่ให้ข้อมูล การเจ็บป่วยกับหมอน้อยก็มักจะถูกส่งไปหาหมอผิด เช่น คนไข้ที่บอกหมอว่าปวดหัวเข่าก็จะถูกส่งไปหาหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องโรคข้อ โรคกระดูก กว่าจะมาถึงหมอด้านโรคระบบประสาทโดยตรงก็ใช้เวลานาน

และนี่คือข้อเสียของคนไข้โรคพาร์กินสันในเมืองไทย คือ มาหาหมอช้า และคนไข้ส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจแบบผิดๆ คือ โรคพาร์กินสันเป็นโรคคนแก่ ทั้งๆ ที่จริงแล้วผู้ป่วย 20% จะเกิดในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี

- ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันอายุน้อยที่สุดเท่าไร

เท่าที่เจออายุประมาณ 20 กว่าปี ในคนที่อายุน้อยๆ ส่วนใหญ่เกิดจากพันธุกรรมค่อนข้างสูง เพราะพาร์กินสันปกติจะเกิดกับคนที่อายุเกิน 55 ปี โอกาสเกิดจากพันธุกรรมมีเพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นจะมีโอกาสเกิดจากพันธุกรรมประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ และในผู้ป่วยอายุน้อยจะไม่ค่อยสั่น บางคนรู้สึกเพียงแค่ด้านหนึ่งของร่างกายเคลื่อนไหวไม่ค่อยดีเหมือนปกติเท่านั้น บางคนมาหาหมอเพราะปวดแขนปวดขา

โรคพาร์กินสันในปัจจุบันป้องกันไม่ได้ รักษาไม่หายขาด แต่ว่ายิ่งรักษาเร็วเท่าไรยิ่งดี คนไข้ทุกคนไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เพราะการผ่าตัดจะใช้ได้ผลดีกับคนไข้บางคนเท่านั้น ฉะนั้นก่อนจะผ่าตัดต้องเลือกคนไข้ให้ถูก เพราะถ้าเลือกคนผิด ผ่าแล้วไม่เกิดผลอะไร หมอจะไม่ผ่าตัดให้เพราะค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดแต่ละครั้งสูงมากไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพราะฉะนั้นหมอจะเลือกผ่าตัดให้กับคนไข้ที่อายุค่อนข้างน้อย ไม่มีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ คนไข้ที่ยังสามารถทำงานได้อยู่หมอจะผ่าตัดเพื่อให้เขาสามารถทำงานต่อได้ แต่ในคนไข้ที่อาการค่อนข้างแย่ และมีแนวโน้มที่จะแย่ลง บางคนอายุเยอะ มีภาพหลอน หลงลืมแล้ว หมอจะไม่ผ่าตัดให้เพราะไม่มีประโยชน์

- การจัดยาให้ผู้ป่วยเพื่อให้มีผลข้างเคียงน้อยที่สุดทำอย่างไร

ไม่มีคำตอบตายตัว ขึ้นอยู่กับคนไข้ เช่น คนไข้พาร์กินสันที่อายุน้อยประมาณ 40 ปี มีอาการแข็งด้านหนึ่งแล้วสั่น แต่ยังทำงานได้อยู่ ยังเคลื่อนไหวได้อยู่ บางคนทานยาไประยะหนึ่งก็สามารถตอบสนองต่อยาได้ดี แต่คนไข้บางคนทานยาแล้วก็ยังส่ายอยู่ก็ต้องเปลี่ยนยาตัวใหม่ให้ ฉะนั้นคนไข้ที่ อาการน้อยๆ หมอจะให้ยากลุ่มหนึ่ง เช่น Pramipexole, Pergolide, Bromocriptine ส่วนคนไข้ในกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป ลุกจากเก้าอี้ไม่ได้แล้วจะต้องให้ยาในกลุ่มลีโวโดปาเพราะจะได้ผลดีที่สุดและผลข้างเคียงน้อย

คนไข้บางคนรับประทานยาครึ่งเม็ดไม่มี ปัญหา แต่ในบางคนกลับอาเจียน ดังนั้นจึงต้องดูเป็นคนๆไป

การรักษาคนไข้โรคพาร์กินสันแม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงแต่คนไข้ในโครงการ 30 บาท หรือข้าราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่การผ่าตัดนั้นคนไข้บัตรทองค่าใช้จ่ายยังครอบคลุมไม่ถึง

- โอกาสการถ่ายทอดโรคพาร์กินสันทางพันธุกรรมมีมากน้อยแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันว่าเริ่มต้นเป็นเมื่ออายุเท่าไร ถ้าเริ่มเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย 20-30 ปี โอกาสที่จะถ่ายทอดทางพันธุกรรมก็มี ถึง 5-10 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับอายุของคนไข้โรคพาร์กินสันที่เริ่มเป็น ถ้าเป็นในคนอายุเยอะก็ 5-10 เปอร์เซ็นต์

- ฐานความรู้ในการรักษาโรคพาร์กินสันในประเทศไทยเป็นอย่างไร

พูดได้เลยว่าทั้งเรื่องยาและวิธีการรักษาไม่แพ้เมืองนอก การผ่าตัดอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ แต่บุคลากรยังมีน้อยอยู่ แพทย์ที่จบด้านระบบประสาทอาจจะมีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่แพทย์ที่ได้รับการเทรนในเรื่องพาร์กินสันอย่างเดียวนั้นมีไม่กี่คน

- โรคนี้ไม่เลือกคนจนหรือคนรวย

ไม่เลือก หมอเห็นตั้งแต่คนที่จนสุดๆ จนถึงรวยสุดๆ ก็เป็นโรคนี้ได้

- ที่ผ่านมาทราบว่ามีความพยายามผลักดันสร้างเครือข่ายผู้ป่วยพาร์กินสัน ขณะนี้คืบหน้าไปถึงไหน

คนไข้ที่เข้ามารักษาที่ศูนย์จะมีการติดต่อกัน แล้วรวมตัวกันไปให้ความรู้ต่างๆ กับประชาชนในจังหวัดต่างๆ ช่วงที่ผ่านมาไปนครราชสีมา ขอนแก่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ และมีแผนจะเดินสายไปในอีกหลายจังหวัด เพราะว่าคนไข้ที่เข้ามารักษาที่คลินิกเห็นตรงกันว่า เมื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี อาการก็จะดีขึ้น และสามารถมีชีวิตอยู่ได้ โดยคนไข้ต้องช่วยตัวเองในการออกกำลังกาย และครอบครัวจะต้องให้ความช่วยเหลือคนไข้ด้วย

- ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่คิดฆ่าตัวตายมีไหม

ในประเทศไทยยังไม่เคยเห็น แต่เมืองนอกมี บางทีคนไข้ที่มีอาการแข็งมากๆ ขยับตัวไม่ได้เลยมีคนดูแลเอาใจ 24 ชั่วโมง พออาการดีคนไม่รู้จะใช้ชีวิตอย่างไร บางคนรับไม่ได้ก็ฆ่าตัวตายก็มี

- โรคพาร์กินสันทำให้คนอายุสั้นลงไหม

มีรายงานว่าคนไข้พาร์กินสันที่ไปพบแพทย์เร็ว รับประทานยาถูกต้องต่อเนื่อง ดูแลตัวเองดีๆ อายุเฉลี่ยจะไม่สั้นลง แต่คนไข้โรคพาร์กินสันที่เสียชีวิตเร็วส่วนใหญ่มาจากผลข้างเคียงอย่างอื่นมากกว่า เช่น เดินแล้วหกล้มหัวฟาดพื้นเลือดคลั่งในสมอง หรือปอดติดเชื้อ

- จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นพาร์กินสัน

ในเมืองไทยยังไม่มีเครื่องสแกนสมองที่จะทำให้รู้ว่าคนไข้เป็นพาร์กินสัน ต้องอาศัยการวินิจฉัยโรคจากประวัติการตรวจร่างกายของผู้ป่วย ฉะนั้นการตรวจร่างกายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่อาการของคนไข้ที่พบบ่อยที่สุดจะอยู่ในช่วงอายุ 70-80 ปี อาการที่สังเกตง่ายคือ การสั่น แต่โรคหลายโรคก็ทำให้เกิดอาการสั่นได้ เพราะฉะนั้นการสั่นที่ทำให้เกิดพาร์กินสันจะมีลักษณะเฉพาะคือ สั่นด้านใดด้านหนึ่ง การสั่นในคนไข้โรคพาร์กินสันจะไม่เริ่ม 2 ด้าน จะเริ่มด้านเดียวก่อนแล้วจะค่อยๆ ขยับไปอีกด้านหนึ่ง เป็นอาการสั่นที่เกิดขึ้นในขณะที่มืออยู่เฉยๆ เช่น นั่งคุยกับเพื่อน นั่งดูทีวี แต่เมื่อใช้มือทำกิจกรรมอื่น เช่น หยิบแก้วน้ำอาการสั่นก็จะหายไป ซึ่งจะต่างจากอาการสั่นในผู้สูงอายุที่นั่งอยู่เฉยๆ ไม่สั่นแต่เมื่อหยิบแก้วน้ำ หรือทำอะไรจะมีอาการสั่นแทรกเข้ามา

เมื่อมีอาการสั่นไปสักระยะหนึ่งคนไข้พาร์กินสันจะเริ่มเคลื่อนไหวช้า มีอาการเกร็งตามมา สามารถเคลื่อนไหวได้ช้า เขียนหนังสือได้ตัวเล็กลง กำมือไม่ได้ เดินแล้วแขนไม่แกว่งไปมา บางคนที่เดินเข้ามาหาหมอไม่ต้องบอกอาการหมอเห็นลักษณะการเดินก็รู้แล้ว

- อาการแต่ละช่วงของผู้ป่วย ทิ้งช่วงยาวนาน แค่ไหน

คนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็ 2-3 ปี คนไข้บางคนเริ่มต้นจากมีปัญหาการดมกลิ่น กินอาหารไม่ได้กลิ่น ฉะนั้นหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นจะต้องรีบไปตรวจร่างกาย เพราะโรคนี้ยังไม่มียาป้องกัน ถ้ายิ่งไปหาหมอเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี

- จะดำเนินชีวิตอย่างไรไม่ให้เป็นโรคพาร์กินสัน

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรค พาร์กินสัน วันนี้ยังตอบไม่ได้ แต่ที่ผ่านมามีสมมติฐานเกิดขึ้นเยอะ เช่น ผลการศึกษาเรื่องความชุกของโรคพาร์กินสันพบว่า ในกลุ่มคนที่ดื่มกาแฟจะเป็นโรคพาร์กินสันน้อยกว่าปกติ หรือกลุ่มคนที่สูบบุหรี่จะเป็นโรคพาร์กินสันน้อยกว่าปกติ แต่ไม่มีเรื่องใดที่คอนเฟิร์มแม้แต่เรื่องเดียว รวมถึงการกินขมิ้นแล้วจะไม่เป็นพาร์กินสัน

- แนวโน้มของโรคพาร์กินสันในเมืองไทยเป็นอย่างไร

ดูจากตัวเลขผู้ป่วยที่เดินเข้ามาที่ศูนย์มีสถิติเพิ่มขึ้น แต่ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะคนไข้เริ่มรู้ตัวมากขึ้น หรือหมออาจจะวินิจฉัยโรคได้มากขึ้น หรือคนไทยอาจจะเป็นโรคนี้เพิ่มมากขึ้น เป็นไปได้หมด แต่ที่สำคัญวันนี้เรายังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เซลล์ในสมองตาย ฉะนั้นโรคพาร์กินสันน่าจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เพราะหากดูจากการผลิตยารักษาโรคพาร์กินสันที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

- การออกกำลังกายช่วยป้องกันได้ไหม

ป้องกันได้หรือไม่ ไม่รู้ แต่ที่ผ่านมาคนไข้พาร์กินสันที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะมีอาการดีกว่าคนไข้ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
วันที่โพสต์ : 2007-08-31
 
บริษัท กรีนเทค 1282 จำกัด
39/4 ถ.ประชาราษฎร์ ต.สวนใหญ่
อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000
อีเมล์ webmaster@healthcorners.com Copyright © 2004,2005,2006,2007,2008
www.healthcorners.com All rights reserved.
บทความ เนื้อหาบางส่วนของเว็บนี้ ได้เก็บรวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ
และได้อ้างอิงถึงที่มาทั้งสิ้นหากต้องการนำไปใช้ประโยชน์ขอให้ติดต่อเจ้าของโดยตรง